กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนฯยูไนเต็ด

ระยะนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมกระหน่ำขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ล่าสุดสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายเจ้ารวมทั้งผู้สื่อข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘อสุรกายแดง’ บรรลุกติกาเบื้องต้นกันได้แล้ว
ทดลองสื่อบ้านเกิดของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีสาเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ว่าก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าจำกันได้ ช่วงวันที่ 24 เดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวรวมทั้งกระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ตบท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอเหมาะพอควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดสถานการณ์มาเรื่อยๆรวมทั้งการตีข่าวจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีคงจะต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงมากขึ้นอีก พินิจพิจารณากันตรงนี้ เพราะอะไร กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติโก รวมทั้งต้องการไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนถึงในเวลานี้ก็เกือบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นขุนพลตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นดีเลิศของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะล่าสุดจะคว้าชั้น 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการยอมรับจากแฟนคลับตราหมี รวมทั้งผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับประสบความสำเร็จได้แชมป์กับ แอตเลติโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูล่าสุด แต่ว่าก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติโก เขาจึงได้เพียงแชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงรายการเดียวแค่นั้น ซึ่งน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากยิ่งกว่าหนึ่งนัด ซึ่งถ้าหากกลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด อย่างงี้ก็โบกไม้โบกมือลาโอกาสได้แชมป์ได้เลย เฉกเหมือนกันกับสถานการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ เพราะว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งสหายๆดันปราชัยติดอยู่รังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปจัดว่ายากมากมาย โอกาสหยุดป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มท้ายที่สุดแค่นั้นที่ยังเป็นความคาดหมาย แต่ว่าทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ว่าก็มีเสือสิงห์กระทิงเเรดรออยู่อีกเพียบ ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงน้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความรุ่งโรจน์ในอนาคต เพราะว่าสำหรับอาชีพนักเตะ การได้แชมป์รวมทั้งการยกฐานะตนเองขึ้นไปเรื่อยๆจัดว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีสมรรถนะมากยิ่งกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกฐานะตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตนเองจากนักเตะฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันคงจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าเขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกจากกิตติศัพท์ รวมทั้งเกียรติแล้ว เรื่องของรายถึงที่เหมาะจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็จัดว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าถ้า กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าแรงพรั่งพร้อมเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าแรงนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในตอนนี้ จัดว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าแรงสูงสุดที่บอร์ดแอตเลติโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้เขาจะเป็นสตาร์เลขหนึ่งของกลุ่ม แต่ว่าถ้าจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องมาจาก ‘ตราหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยด้านการเงินเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักเตะทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน ถ้านักเตะรายใดที่ต้องการได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่ทางเลือกเดียวแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกจำต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าแรงที่สูงกว่า ทั้งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงรวมทั้งเล่นกับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกเหตุนึงที่มีหัวใจสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความยำเกรง รวมทั้งไว้ใจ สิเมโอเน่ เป็นอย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ที่นาสิออน สื่ออาร์เจนติน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสบายกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแค่ผมไม่ทราบว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองพ่อกุนซือใหญ่พูดชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อหนักใจที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นการสันนิษฐานที่พร่า เพราะว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับการขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ คงจะไม่มีข้องดเว้น ขอเพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? ถ้าระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงประเด็นนี้ แม้หลายคนยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าถ้าจบแล้วมันหลบหลีกไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ที่ผ่านมาเราทำให้มองเห็นมาบ่อยแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทรรศนะกับผมไว้เช่นนี้ส่วนตัว ผมมองว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวรวมทั้งคนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติโก ก็แค่คอยฟังคำแนะนำ

มหัศจรรย์ของเลสเตอร์

ขอกล่าวว่ามันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากมายครับผม น่าพิศวงเท่าๆกับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือนับตั้งแต่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตกาลสมาชิกของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู แล้วก็เสียแค่เพียง 4 เม็ดเท่านั้น
พรรคพวกหมาจิ้งจอกประเทศไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ถีบตัวเองหนีโซนอันตรายจนถึงแทบเชื่อมั่นได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มในที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าหากพวกมึง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดู เผลอๆอาจมีสิทธิ์คุ้มครองปกป้องแชมป์ของตนเองได้สำเร็จด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อเช่นกันครับผมว่าเรื่องพวกนี้จะบังเกิดขึ้น หลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับผม – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็จำต้องเชื่อ เพราะมันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งผอง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่แข่งขันได้แค่เพียง 5 นัดหมายเท่านั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ เผชิญความปราชัยถึง 7 นัดหมาย แล้วก็เสมอ 2 นัดหมาย โดยไม่ชนะคนไหนกันแน่เลย
ผลงานตกต่ำดำตรงแตกต่างจากเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขาเปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนถึงไปยืนอยู่หน้าปากเหว ล่อแหลมต่อการโดนถีบตกชั้นถึงแม้ว่าตัวเองมีศักดาเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกมลูกหนังผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย (รวมทั้งผู้ไม่ช่ำชองอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหามูลเหตุที่กล่าวว่าทำไม "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความเสื่อมแบบงี้ ก่อนจะพบมูลเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงจูงใจ ข้างหลังพุ่งชนความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชมรม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่แข่งขันย่อมระแวดระวังแล้วก็เน้นย้ำมากขึ้นยามพบกลุ่มหมาจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายๆคนฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ซาตานเรซ แล้วก็เจมี่ วาร์ดี้
แล้วก็อื่นๆอีกมากมาย เช่น "พลังงานบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ทางวิทยาศาสตร์คงจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์หมาจิ้งจอกประเทศไทยที่เคยพบอย่างมากมายในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงจะหายบ้าเห่อ ภายหลังที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แม้กระนั้นในชัย 6 นัดหมายปัจจุบัน มันบ่งชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหากลุ่มนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงจูงใจที่ไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่แข่งขันอย่างเอ็นหน้าจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่ต่อสู้จะระแวดระวังอย่างต้องหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วยซ้ำ
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังแจ๋วพอที่จะเอาชนะคู่แข่งขันเหมือนเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ซาตานเรซ แล้วก็เจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกที
เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เองก็มิได้ทำอะไรบกพร่องน่าขยะแขยง แล้วสมาชิกจะแงะเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร แล้วก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนไหนที่มาเข้าพบแล้วขอความช่วยเหลือให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกจากตำแหน่งสักนิดสักหน่อย ตัวผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษใส่ความว่าขอเข้าพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อถีบนายจ้างของตนเองออกจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นกันว่าไม่เคยทำอะไรที่เสื่อมเสียแบบงั้น
จึงพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" ครับผม มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย เพราะมันน่าสมเพช เข้าใจว่ามันคงจะเกิดเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเพราะอะไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนแล้วก็ข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ มันถึงได้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจะจำต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนไหนกันแน่รู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้สมาชิก เน้นย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะรุกรานแบบลอบสังหาร อาศัยความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของ รียาด ซาตานเรซ แล้วก็ความรวดเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็เหมือนเดิม คือ 4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
ตัวผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมความสามารถอาจน้อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน ข้าก็อยู่ที่ตรงนั้น
…ว่าและก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มครั้งแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 นัดแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตตำหนิ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบงี้เลยครับผมคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่นัดแรกได้แค่ 4 ครั้งติดต่อกันเท่านั้น
นอกเหนือจากนี้จำต้องสรรเสริญเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยครับผมที่ตัดสินใจได้ถูกต้องที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจำต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนประเทศอังกฤษแต่กำเนิด กำเนิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันอายุ 53 ขวบ ในอดีตกาลเคยเป็นนักเตะของกลุ่มในลีกข้างล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด แล้วก็เฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชครั้งแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน หลังจากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกทีในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็กลายเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม จำพวกที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มคนใดกันในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ คือคุมกลุ่มครั้งแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช สมาชิกของเขาก็เอาชนะคู่แข่งขันได้สำเร็จครับผม-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) นั่นนับว่าสถิติในการคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งครับผม เพราะเขาแทบมิได้เปลี่ยนอะไร โดยทำทุกสิ่งราวที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งมันดีอยู่แล้ว มันพอดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้เหมือนเดิมอีกต่างหาก
เพียงแค่ในความเสื่อมของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเพราะนักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกที กลับไม่มีผู้ใดมองเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละ คือ "ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนต่อไปครับผม

แหม่…นี่ถ้าหากผมเป็นประธานสมาคมฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด มึงเร็ธ เซาธ์เกต ออกจากตำแหน่งแล้วแต่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่ากลุ่มชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากมายครับผมที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ แค่เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามจริงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักแบบงี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันเร่าร้อนแบบช้างก็ฉุดไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ แล้วก็ที่นาต่อไปนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ บางทีอาจจะมึนงงพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละคือความลี้ลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน สหายทรยศ บนเหลี่ยมกลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มโค้ชครับผม

ครึ่งปีของโชเซ่กับแมนยู

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก ทำไมน่ะหรือ ? เพราะเหตุว่าประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์นี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดเป็นพลาด พลาดที่ไม่สามารถเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าสะอิดสะเอียน แม้กระนั้นควรจะทำเป็นดีมากกว่านี้ โดยมองจากกลุ่มกำลังลงตัวแล้วก็ทำผลงานได้ดี
ตอนเปิดตัวเมื่อกรกฎาคม เราแทบจะไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบสดชื่นเลย เพราะเหตุว่าเขาคงตระหนักดีว่าการมารับงานที่สมาพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำปฏิญาณโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู้นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : ทำไม ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆมิได้สวยงามอย่างที่เคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มชัดเป็น ฟุตบอลแปรไปมาก แล้วก็การประลองมิได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความโหฬารอยู่กลุ่มเดียว ผมรู้ดี ผมรู้ดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณจำได้คราวแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมมิได้ทะนงตัวเลย ผมรู้ดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ขณะนี้" แม้กระนั้นผมมีความคิดว่า ถึงขณะนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นอย่างไร คุณก็จำเป็นต้องพูดอย่างงั้น แม้กระนั้นผมรู้ดีว่ามันยาก"
"ผมรู้ดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาพันธ์อื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์แบบงั้น เพราะเหตุว่าผมมีความคิดว่ามันถูก"
นี่เป็นการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ มูรินโญ่มิได้ทะนงตัวอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจำเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มณ ตอนนั้นจะเป็นแต่ แล้วก็เขารู้ดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมอยากได้ ผมเลือกอยู่กับสมาพันธ์ที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความกระหาย แล้วก็ความเป็นจริงเป็นจัง ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีตอนบรรลุเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์เยอะมาก แม้กระนั้นผมมิได้เป็นสุขสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำในเวลานั้น ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น แล้วก็ทำอะไรให้ดีมากกว่านั้นได้ แม้กระนั้นในเวลานี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างยิ่งยวดในฟุตบอลอยู่ นั่นเป็นพากลุ่มชนะแล้วก็ได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด แล้วก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับรู้ดีว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตัวเองยังไม่สุดกำลังกับการควบคุมกลุ่ม แม้กระนั้นขณะนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ทั้งที่สถานการณ์แล้วก็จังหวะการคว้าแชมป์ของภูติผีแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … ทำไมถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความทรงจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักเตะ การเชิดชูที่ท่านมีให้แก่พวกสมาพันธ์ใหญ่ๆนักเตะเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมรู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะเหตุว่ามันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมจำเป็นต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"คราวแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) แล้วก็คราวแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดเยอะมากในอาชีพของผมแล้วก็ผมรู้ดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมมิได้เรียนรู้อะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนรู้เรื่องของสมาพันธ์ต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับที่นี่ ผมไม่จำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียว แม้แต่จนกระทั่งก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในเวลาที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" แล้วก็เขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาพันธ์ที่เขาพอใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความทรงจำไม่มีทางลืมเช่นเดียวกัน
"คุณคงหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แม้กระนั้นความทรงจำที่แจ่มชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 ต่อจากนั้นอีก 5 นาทีถัดมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามเดิมแล้วถ้าเรายิงประตูในนาที 88 คู่ปรปักษ์ของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น เรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารเราจำเป็นต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปมา แบ็กซ้ายของผมจำเป็นต้องไปยืนคุมเสา เรามีความคิดว่ามันคงจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความคิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในช่วงเวลานั้นได้ดี"
"ผมมีความคิดว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยินยอมให้เกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของเราเลย เมืองนรก!!!"
สถานการณ์ขณะนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นที่ปรึกษาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะที่ปรึกษาคู่ปรปักษ์ ครั้งนี้เขาเดินลงไปในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาพันธ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่อก
"กระหยิ่มใจ ผมมีความภาคภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์เยอะมาก มีที่ปรึกษายิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ขี้อายเลย ไม่นิดหน่อย ผมแค่มีความคิดว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมเชื่อมั่น แล้วก็นิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็กระหยิ่มใจมากเช่นเดียวกัน"
"ในฐานะคู่ปรปักษ์ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพึงรำพันว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะสมกับผมเช่นเดียวกัน"
"ผมรู้สึกกระหยิ่มใจมากทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น แล้วก็หวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปจนเวลากลางคืนในที่สุดของผม มันควรจะเป็นอย่างงั้น ผมเกลียดช้าผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาพันธ์ต่ำลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขารู้ดีถึงประวัติศาสตร์สมาพันธ์หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักเตะที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีบุคคลที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยรอคอยโอกาส ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักเตะชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำพลาด" (สมัยของ ฟาน กาล)
"ช่องทางก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ เป็นไปไม่ได้เลือกอื่น เพราะเหตุว่ามีนักเตะเจ็บมากไม่น้อยเลยทีเดียว"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักเตะเจ็บน้อยมาก ความมุ่งหวังในตัวนักเตะก็สูงขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่ดูในประวัติดาวรุ่งของสมาพันธ์ คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่มิได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นต่อจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโดดมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งจำนวนมาก พวกเขาขึ้นมาคราวแรก ไม่รู้เรื่องสึกบีบคั้น ไม่รู้เรื่องสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ปรปักษ์ก็ไม่เคยทราบ เลยโดนเล่นงานแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นเราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางโอกาสฟุตบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่รู้ดีถึงหนทางของสมาพันธ์นี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูอย่างกับว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นที่ปรึกษาในขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ต้องการโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาจำเป็นต้องนั่งข้างสนามหลายครั้งเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขามานะอดกลั้น มานะนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนที่ปรึกษาบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถขอมากยิ่งกว่านั้นได้ในขณะนี้ แม้กระนั้นถ้าผมบรรลุเป้าหมายในขณะนี้ผมคงขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะเหตุว่าผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ที่นี่ มันเป็นสมาพันธ์ที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมอยากได้เวลาสักนิด ผมมีความคิดว่า 3 ปีก็พอเพียงแล้ว (ในกระบวนการทำกลุ่มกลับมาบรรลุเป้าหมาย)"
"ผมมิได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แม้กระนั้นผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาอยากได้ ไม่ใช่ในเวลาที่ผมอยากได้ เพราะเหตุว่าผมไม่ต้องการจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…เวิร์คหรือไม่

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกเหนือจากจะทำให้อ่างจานชามยักษ์เงียบมากโดยมีแต่ว่าเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์รู้สึกว่ากฎประตูทีมเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่ชอบธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นไปได้ไงทีมที่อุตสาห์ขะมักเขม้นรัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเรียบร้อย) จำต้องมาโดนดับช่องทางเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ในขณะนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว นั่นเป็นว่านายทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าหากมั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาที่แหน่งใด นี่เป็นชมรมเลขหนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานมุ่งหมายครองเจ้ายุโรปให้จงได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่ว่าบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาคงจะตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดอ่อนเป็นข้างหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนใดกันแน่ได้มากยิ่งกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อให้พวกทีมเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแม้สำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกคราวด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติเตียนโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่ว่ามาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้เหมาะสมอกหักไม่ได้ไปซาน ซิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 กิริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าเกิดยังคิดออก แต่นั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นคนใดกันแน่ก็โกรธ ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดหมายยังไงก็ควรจะได้เตะยืดเวลาเพราะเท่ากัน 1-1 ถ้าหากเพียงแต่ข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยี่ยมพิเศษในกรณีทำแต้มนอกรังได้ หรือกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นเหมาะ 3-3 แต่ว่าพวกเขาก็ไม่วายจำต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกก็เลยจำต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมชนิดนี้

สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าหากไม่ได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรจะเอาอย่างไรดี เนื่องจากว่าถ้าเกิดมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าโดยทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติเตียนฮัด สเตเดี้ยม เพียงเกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของกษัตริย์ชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นคราวแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศพบกัน) โดยเหตุผลเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน ยุคเก่าจำต้องคิดภาพตามว่ายุคโบราณกาลที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ออกจะล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติชัยของทีมเยี่ยมในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็พอเข้าใจตามได้ว่ามันตรากตรำต่อการที่ทีมใดก็ตามจำต้องผ่านน้ำผ่านทะเลไปฟาดลำแข้งภายใต้ข้อจำกัดของต้นเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักเจอผลที่ชนะกันโอฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกนั้น ตามความเชื่อถือของยูฟ่าเป็นเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากยิ่งกว่า 2-0!!!

แม้กระนั้น เวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ปัจจุบันนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยกระจายเพียงแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยเพิ่มมากขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ทดลองว่าเป็นทีมอื่นก็คงจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างงั้น

ถ้าหากนั่นเป็นบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจถูกทำโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสเพราะว่า พวกเขาเกรงสั่นเหลือเกิน ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันด้านในตอนที่ห่างกัน 7 นาที

เวลาเดียวกันก็เป็นไปได้ว่าถ้าหากไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจำต้องยืดเวลาเนื่องจากว่าพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' นะครับ เนื่องจากว่าการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะเดาเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในขณะนั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของพวกเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกคิดว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องจากว่ากฎอะเวย์โกลนำมาซึ่งการทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดสู้ บางเวลามขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าหากจบด้วยชัยจะเพอรต์แต่ว่าถ้าเกิดเสมอ 1-1 หรือกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นและมั่นใจใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกนั้นจากผลที่ได้รับจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และก็รอบตัดเชือก) มีสูงกว่าเกมแรกโดยค่าถัวเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยี่ยมได้ว่านำมาซึ่งการทำให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหาเยอะแยะกว่า หรือบางเวลามันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เพราะครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางเวลาก็ดูเชิงกันบ้าง บางเวลาก็ย้ำแท็กติกกันเยอะแยะไป และก็บางเวลาร่างกายที่พึ่งจะลงไปคงจะฟิตทั้งคู่ แต่ว่าพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' ฉันรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนนี้วันอังคารและก็พุธก็เดินตามทฤษฎีดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจครวญถึงช่องทางเป็นอันมากในครั้งแรกที่เอสตาดิโอ ดา ฝ่าซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งสิ้นก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายต่อหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็แล้วแต่กว่าไปเตะจุดลูกโทษ ซึ่งไม่มีความแตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยประยุกต์ใช้ตอนหนึ่งก็ดูจะโหดร้ายทารุณเหลือเกิน

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะพวกเขาไม่ต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะทำให้เล่นง่ายยิ่งกว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวใครก็ช่างที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะดีกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยหล่นทัศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรจะเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กนั่นแล

ถ้าหากด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมแทบใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในด้านทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งคงจะแตกต่างกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากยิ่งกว่า เนื่องจากว่าพวกทีมใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าหากประตูทีมเยี่ยมนี่แหละ…มักทำร้ายพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่ว่าพวกเขาย่อมคงจะเปี่ยมด้วยความมุ่งมาด เพราะเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของจ่าฝูงลีก เอิง ขณะนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ พลันที่เห็นท่าทีคอตกของนายทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็ไม่ได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่เจอกับดักใยแมงมุมจนถึงทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งที่ดอกไม้อันงดงามยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลเป็นข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

คงจะไม่ แต่ว่ามันก็บางทีอาจจะดีมากยิ่งกว่าเตะจุดลูกโทษถ้าหากใคร่ครวญเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความเตรียมการของทีม

ถ้าหากผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะไม่เห็นด้วย

เพราะมันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ ต่อให้ปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

หลุยส์ ฟิโก้ชูโรนัลโด้สามารถเล่นทุกตำแหน่ง

ฟิโก้ชื่นชมCR7ว่าเป็นผู้เล่นที่สามารถปรับตัวเข้ากับทุกคำแหน่งในเกมได้อย่างไม่มีปัญหา

หลุยส์ ฟิโก้ ตำนานเพลย์เมคเกอร์ของทีมชาติโปรตุเกส, บาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด เชื่อว่า CR7 กัปตันทีมเรอัล มาดริด จะสามารถปรับตัวและลงเล่นได้ในทุกตำแหน่งอย่างไม่มีปัญหา

CR7 เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลในตำแหน่งปีก ก่อนจะถูกขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าและมีสถิติการทำประตูที่น่าเหลือเชื่อ ขณะที่ปัจจุบันเจ้าตัวในวัย 32 นั้นเริ่มเล่นให้ทีมในรูปแบบที่ต่างออกไปบ้าง เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป

ซึ่งเพลย์เมคเกอร์รุ่นพี่ก็เชื่อว่า ไม่ว่าจะถูกซิเนดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งมอบหมายตำแหน่งใดให้ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับโรนัลโด้

"CR7เป็นผู้เล่นระดับท็อป" ฟิโก้กล่าวกับ Goal "ผมคิดว่าเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตำแหน่งในก็ได้ เพราะเขามีสัญชาตญาณการทำคะแนน ยังไงก็ยิงได้แน่นอน"

เมื่อถามถึงการผันตัวมาเป็นโค้ชระดับแชมป์ยุโรปของซิเนดีนW88ซีดาน เพื่อนร่วมรุ่น ฟิโก้ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานของ Premier Futsal ลีกฟุตซอลอาชีพของอินเดีย ยอมรับว่าประหลาดใจไม่น้อย

"ไม่เคยรู้เลยครับ(ว่าซีดานจะมาเป็นโค้ช) เพราะตอนเราเล่นด้วยกัน เขาไม่เคยพูดถึงเลยว่าอยากเป็นโค้ช เรื่องนี้ผมเซอร์ไพรส์เลย

"แต่เขาทำได้ดีนะ ผมก็ดีใจด้วย"

เมื่อถามถึงทรรศนะว่าใครน่าจะมีสิทธิ์ได้ถ้วยแชมป์ลา ลีกา ในฤดูกาลนี้ ฟิโก้ตอบกั๊ก ๆ ว่า "ไม่เรอัล มาดริด ก็บาร์เซโลนา ผมว่าพวกเขาสักทีมจะเป็นแชมป์ครับ"

ปธ.เปแอสเชปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ค่าตัวแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีส แซงต์ แชร์กแมงยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะราคามาร์โค แวร์รัตติออกจากสังกัดไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

แข้งวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสังกัดยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะเดอะกันเนอร์ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเจ๊

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานนักเตะอาร์เซนอล ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส กุนซือเซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสโมสรอาร์เซนอล ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

กุนซือชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับอาร์เซนอลหลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหากุนซือความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์ ซิตี้

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ ลิเวอร์พูล กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 นัดติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับทีม ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยเซนเตอร์วัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งเซนเตอร์ให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยัน”เชซุส”กระดูกฝ่าเท้าแตก

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ของสังกัด ว่า กาเบรียล เชซุส ดาวยิงวัย 19 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าแตก

กองหน้าชาวแซมบ้าย้ายเข้ามาช่วยทัพแมนซิตี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเขาก็ไม่ทำให้สังกัดผิดหวัง โชว์ฟอร์มเก่งด้วยการยิง 3 ประตู จากการลงเล่นตัวจริง 2 นัดในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บทำให้ต้องออกจากสนามตั้งแต่ 15 นาทีแรกจากเกมที่บุกคว้าชัยบอร์นมัธ 2-0

ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา ฉุนผู้ช่วยอุไน เอเมรี ที่ตะโกนสั่งตลอดตลอดการแข่งขัน

เบน อาร์กฟา ศูนย์หน้า ของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่ฉุน  ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ผู้ช่วยของ อุไน เอเมรี กุนซือ  ของทีม ที่ตะโกนสั่งลูกทีมในสนามตลอดเกมเยือนบอร์กโดซ์ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แข้งวัย 29 ลงเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 71 แต่กลับได้ยิน ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ที่ตะโกนสั่งผู้เล่นอยู่หน้าซุ่มม้านั้งสํารอง ทำให้เขาอารมณ์เสียและเดินมาคุยกับโค้ชรายนี้อย่างตรงไปตรงมา
"คุณตะโกนมากเกินไป ปล่อยให้พวกเราเล่นเถอะ หยุดตะโกนอย่างนั้นได้แล้ว" อาร์กฟา พูดกับโค้ชหลังจบเกม